เอดูอาร์ ออซอกี แมนดี้ ( Édouard Osoque Mendy) เกิดวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1992 เป็นนักฟุตบอลที่เล่นใน ตำแหน่งผู้รักษาประตู ให้กับเชลซีใน พรีเมียร์ลีก และ ทีมชาติเซเนกัล  แมนดี้เกิดที่ฝรั่งเศส แต่เลือกเล่นให้กับ ทีมชาติเซเนกัล

เขาคือนายทวารชาวแอฟริกันคนแรก ที่คว้าแชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่ นับตั้งแต่ บรูซ กรอบเบลาร์ เคยทำได้ กับ สโมสรลิเวอร์พูล เมื่อปี 1984 และยังเป็นผู้รักษาประตูชาวเซเนกัลคนแรก ที่ได้โทรฟี่นี้มาครองด้วย

ถึงแม้เขาจะเกิดมาในครอบครัวผู้อพยพชาวกินี-บิสเซา เชื้อสายเซเนกัล แต่ก็ต้องชื่นชมพ่อแม่ของ เอดูอาร์ แมนดี้ ที่สามารถตั้งหลักปักฐานในประเทศฝรั่งเศสได้อย่างมั่นคง พวกเขาไม่เคยมีปัญหาเรื่องรายได้ในการจุนเจือปากท้อง เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวชนชั้นกลางทั่วๆ ไป แต่เส้นทางในสายลูกหนังกลับไม่ได้สวยงาม

แมนดี้ ชื่นชอบฟุตบอล และเริ่มเล่นมันอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ก่อนที่หลังจากนั้นเขาจะเข้าไปฝึกฝนการเล่นบอล กับทีมระดับท้องถิ่นอย่าง CS Municipaux Le Havre ก่อนที่ในปี 2011 แมนดี้ ในวัย 19 ปี ได้เซ็นสัญญากับทีม AS Cherbourg ซึ่งเป็นทีมในลีกระดับ 4 ของประเทศฝรั่งเศส ถึงแม้ว่าจะเป็นทีมที่อยู่ในระดับสมัครเล่น แต่ตลอดระยะเวลา 4 ปี กับทีม AS Cherbourg แมนดี้ ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ด้วยซ้ำ โดยเขาลงเล่นไปเพียง 25 นัดเท่านั้น ก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุดลงในปี 2014 เขาจำเป็นต้องก้มหน้าออกจากทีม และก็กลายเป็นคนว่างงาน

ในตอนนั้น แมนดี้ อายุ 22 ปี มันควรจะเป็นช่วงวัยที่ดีสำหรับอาชีพนักฟุตบอล  แต่ทุกอย่างกลับต้องหยุดชะงักลง ถึงแม้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีข้อเสนอจากทีมต่าง ๆ เข้ามาหา แมนดี้ อยู่บ้าง แต่มันก็เป็นข้อเสนอจากทีมร่วมลีกสมัครเล่น ทีมอื่น ๆ ถ้าเขาตอบรับ ก็ก้าวไม่พ้นการเป็นนักเตะสมัครเล่น สู่การเป็นนักเตะอาชีพได้ตามความฝันเสียที

หลังจากที่เขากลายเป็นคนว่างงาน แมนดี้ก็ตัดสินใจเดินทางสู่ เลออาร์ฟ เมืองที่เขาใช้ชีวิตวัยเด็กในฐานะนักเตะเยาวชน แต่สถานที่แรกที่เขามุ่งหน้าไปกลับไม่ใช่สนามฟุตบอล แต่เป็นศูนย์จัดหางานเพื่อคนว่างงานภายในเมือง

อย่างไรก็ตาม แมนดี้ ยังคงไม่ละทิ้งความฝันของตัวเอง ในระหว่างที่ทำงานฟรีแลนซ์ ที่ศูนย์หางานจัดมาให้ เขาก็เข้าร่วมซ้อมกับสโมสร Le Havre AC ทีมในลีกเดอซ์  ลีกระดับ 2 ของประเทศ ควบคู่กันไปด้วย โดยไม่ได้รับค่าจ้าง  เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะ และรักษาความฟิต ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

แมนดี้ ใช้ชีวิตแบบนี้อยู่ถึง 1 ปีเต็ม จนกระทั่งวันหนึ่งโค้ชในสโมสร Le Havre AC ก็มาบอกข่าวดีกับเขาว่า ทีมสำรองของสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย กำลังต้องการผู้รักษาประตูคนใหม่ มาแทนคนเก่าที่เพิ่งย้ายออกไป แน่นอนว่า แมนดี้ ตอบรับข้อเสนอนั้นในทันที

ถึงแม้ โอลิมปิก มาร์กเซย จะเป็นเพียงทีมระดับสำรอง หรือ ทีม B อีกทั้งเมื่อย้ายมาเขาก็ยังไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากมายนัก แต่การได้ร่วมฝึกซ้อมกับโค้ชระดับชั้นนำ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ก็ทำให้ แมนดี้ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย และเวลาหนึ่งปีที่นี่ ก็ช่วยให้เขากลายเป็นนายทวารที่เก่งขึ้นกว่าเดิมพอสมควร

จนกระทั่งเมื่อฤดูกาล 2016-2017 ของลีกเดอซ์ผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง โยฮันน์ คาร์ราสโซ ก็ย้ายออกจากทีม โอกาสของ แมนดี้ ก็มาถึง และเขาก็ไม่ปล่อยโอกาสนั้นให้ผ่านไป เป็นการบ่มเพาะมานาน โดยเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม 7 เกมแรกที่ได้ลงเฝ้าเสา แมนดี้ เก็บได้ทั้งหมด 3 คลีนชีต พร้อมโชว์ซูเปอร์เซฟไปมากมาย นี่คือสัญญาณบ่งบอกว่าดาวดวงใหม่กำลังเกิดขึ้นแล้ว

ในฤดูกาล 2017-2018 แมนดี้ ได้กลายเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ของสโมสรแรงส์ อย่างเต็มตัว แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมกว่านั้น คือการที่เขาคือหนึ่งในกำลังสำคัญในการพาทีมขึ้นสู่ ลีก เอิง ลีกสูงสุดของประเทศฝรั่งเศสได้สำเร็จ หลังจากที่ต่อสู้ด้วยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้มานาน ในที่สุดความพยายามของ แมนดี้ ก็เริ่มสัมฤทธิ์ผลแล้ว และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

การได้มาอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศ ซึ่งเป็นความฝันของ แมนดี้ มาโดยตลอด ไม่ได้ทำให้เขาประหม่าหรือลนลานแต่อย่างใด การต่อสู้ในอดีตที่ผ่านมา ช่วยหล่อหลอมให้จิตใจของเขาแข็งแกร่ง เพราะ แมนดี้ ยังคงโชว์ฟอร์มอันยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง โดยเขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงทุกนัด

และเมื่อจบฤดูกาล 2018-2019 แรงส์ ทำได้ดีเสียยิ่งกว่าการรอดพ้นการตกชั้น เพราะพวกเขาขึ้นสูงถึงอันดับที่ 8 ในตาราง ซึ่งจุดเด่นของพวกเขาที่ใครๆ ต่างพากันชื่นชม ก็คือการรับลูก โดยตลอดการแข่งขันไป 38 นัด แรงส์ เสียไปแค่ 42 ประตู ซึ่งน้อยมาก ถ้าเทียบกับมาตรฐานผู้เล่นของทีม น้อยกว่ายักษ์ใหญ่แห่งลีกอย่าง โอลิมปิก ลียง ที่เสียไปถึง 47 ประตูเสียอีก

ด้วยฟอร์มระดับพรีเมี่ยมของแมนดี้ ทำให้จากผู้รักษาประตูที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองข้าม ในที่สุด แรนส์ (Rennes) ทีมร่วมลีกเอิง ขนเงิน 3.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 170 ล้านบาทมาซื้อตัวเขาไปร่วมทีม ถึงแม้จะมีการย้ายทีม แต่เส้นทางในถนนสายนักฟุตบอลอาชีพของเขา ก็ไม่มีสะดุด แมนดี้กลายเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ของทีมแรนส์ในทันที และยังคงโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมเช่นเดิม

การที่ แรนส์ บินได้สูงถึงอันดับที่ 3 ของตาราง คะแนนหลังผ่านการแข่งไป  28 นัด และเสียไปเพียง 24 ประตู ก่อนที่ลีกจะถูกตัดจบด้วยวิกฤติ COVID-19 แมนดี้ ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก

หลังจากที่ เชลซี สโมสรแห่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ประสบปัญหาเกี่ยวกับผู้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูอย่างหนัก เนื่องจาก เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า นายทวารที่พวกเขาดึงตัวมาจากสโมสร แอธเลติก บิลเบา ด้วยค่าตัวสถิติโลกในตำแหน่งผู้รักษาประตู จำนวน 71 ล้านปอนด์ กลับโชว์ฟอร์มได้อย่างย่ำแย่  ถึงขั้นที่ต้องเอา ผู้รักษาประตูมือสอง วิลลี่ กาบาเยโร่ วัย 38 ปี มาทำหน้าที่แทนอยู่ช่วงหนึ่ง พวกเขาก็ไม่รอช้าที่จะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว

บอร์ดบริหารเชลซี รวมถึง แฟรงค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม รู้ดีว่าคงไม่สามารถพึ่งพา กาบาเยโร่ ไปตลอด พวกเขาจำเป็นต้องหาผู้รักษาประตูคนใหม่ โดยโจทย์สำคัญคือค่าตัวต้องไม่แพง เพราะถ้าแพงและการันตีการเป็นตัวจริงให้ เท่ากับว่า เกป้า เจ้าของสถิติโลก ก็จะกลายเป็นส่วนเกินไปในทันที ซึ่งจะเท่ากับว่าดีลดังกล่าวล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ดังนั้นพวกเขาต้องการหาคนมาแย่งตำแหน่งกับ เกป้า เพื่อกระตุ้นฟอร์มในอดีต ในเชิง “ใครดีกว่า ก็ได้รับโอกาสไป”

ดังนั้นชื่อของ แยน โอบลัค หรือ อังเดร โอนาน่า ผู้รักษาประตูฟอร์มดีแต่ราคาสูงจึงถูกตัดออกไป ก่อนที่ชื่อของ เอดูอาร์ แมนดี้ จึงกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

มีรายงานว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการคว้าตัว แมนดี้ ของเชลซี คือ ปีเตอร์ เช็ก ตำนานผู้รักษาประตูของสโมสร ซึ่งในขณะนี้ เขาทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายเทคนิคอยู่ โดยนอกจากสไตล์การเซฟลูกที่ค่อนข้างคล้ายกันแล้ว เมื่อ 16 ปีก่อนที่ เช็ก จะกลายเป็นตำนานแห่ง สแตมฟอร์ด บริดจ์ เขาก็ย้ายมาจาก สโมสรแรนส์ นี่แหละ ดังนั้นถ้า แมนดี้ ได้ย้ายมา เชลซี ก็จะเป็นการตามรอยเท้าอย่างสมบูรณ์

ในเดือนกันยายน 2020 ก็มีการย้ายทีมเกิดขึ้น ด้วยค่าตัว 25 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท  ถึงแม้ค่าตัวจะต่างกันเกือบ 4 เท่าตัว แต่ด้วยสถิติการเซฟประตูที่  78.4% สูงเป็นอันดับ 3 ของลีกเอิง  ก็ทำให้ผู้รักษาประตูเจ้าของค่าตัวสถิติโลก ที่มีสถิติการเซฟประตูอยู่ที่ 54.5% รั้งท้ายในบรรดาผู้รักษาประตูทุกคนของพรีเมียร์ลีกหนาวๆ ร้อนๆ บ้าง

นอกจากนั้นลูกกลางอากาศที่เป็นจุดอ่อนของ เกป้า มาโดยตลอด กลับกลายเป็นจุดเด่นของ แมนดี้ เสียด้วย ด้วยสถิติการคว้าลูกครอสจากด้านข้างที่สูงถึง 10.2% เหนือกว่าผู้รักษาประตูระดับโลกอย่าง ติโบต์ กูร์กตัวส์ (8.8%), อลีสซง เบคเกอร์ (8.1%) และ แยน โอบลัค (5.1%) เสียอีก  ดังนั้นด้วยศักยภาพขนาดนี้ ทำให้แมนดี้ยึดตำแหน่งมือวางอันดับหนึ่งในรั้ว สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยผลงาน 16 คลีนชีท จาก 31 นัด ในพรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2020-2021 ช่วยทำให้ต้นสังกัดจบฤดูกาลในตำแหน่งท็อปโฟร์

ยิ่งไปกว่านั้น แมนดี้ยังเก็บไป 9 คลีนชีทใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งถือเป็นนายทวารที่เก็บคลีนชีทได้มากที่สุด ในบรรดาผู้รักษาประตู ที่เล่นรายการนี้เป็นฤดูกาลแรก พา เชลซี เป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 2 ได้อย่างยิ่งใหญ่

และในฤดูกาล 2021-2022 ฟอร์มของ แมนดี้ ไม่มีแผ่ว เพราะเขาเก็บคลีนชีท ที่ 20 ในเกมพรีเมียร์ลีก จากการลงสนามเพียง 38 นัด มีเพียง ปีเตอร์ เช็ก, อลีสซง เบคเกอร์ และ เปเป้ เรน่า ที่ทำได้เท่ากันจากการลงสนามน้อยเกมกว่า